การเลือกโบรกเกอร์ที่ใช่เป็นกุญแจสำคัญให้คุณเริ่มเทรดหุ้นอย่างราบรื่น เพราะโบรกเกอร์ไม่ได้เป็นแค่ตัวกลางส่งคำสั่งซื้อขาย แต่หมายถึงต้นทุนและความสะดวกสบายซึ่งส่งผลต่อกำไรและประสบการณ์การลงทุนของคุณโดยตรง แล้วโบรกเกอร์แบบไหนที่เหมาะกับคุณ? มาค้นหาคำตอบได้จากบทความนี้!
คุณสมบัติเบื้องต้น
ส่วนนี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของโบรกเกอร์ที่นักลงทุนต้องมองหา ไม่ว่าคุณจะมีสไตล์การเทรดแบบไหน ก็ต้องเลือกโบรกเกอร์ที่ได้มาตรฐานในด้านเหล่านี้!
1. ความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐาน ฐานะการเงินมั่นคง
ในการเทรดหุ้นโบรกเกอร์จะเป็นคนดูแลเงินลงทุนของลูกค้า ความน่าเชื่อถือและฐานะทางการเงินของโบรกเกอร์จึงเป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญ
- เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โบรกเกอร์ในไทยต้องได้รับใบอนุญาตจากกลต. ซึ่งตรวจสอบได้จาก SEC Check First
- เลือกโบรกเกอร์ที่มีประวัติการดำเนินงานมานาน ไม่มีประวัติเสียหาย มีฐานะทางการเงินมั่นคง ตรวจสอบได้จากงบการเงินของบริษัท ประวัติการดำเนินงาน และรีวิวจากลูกค้าที่เคยใช้งานจริงมาก่อน
2. บทวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้ มีเครื่องมือสนับสนุนข้อมูลที่ต้องการ
ข้อมูลที่แม่นยำทันต่อเหตุการณ์คือตัวชี้วัดการทำกำไรของนักลงทุน โบรกเกอร์หุ้นที่น่าใช้จึงควร
- ให้บทวิเคราะห์ที่หลากหลาย ครอบคลุมข้อมูลที่คุณต้องการใช้ ไม่ว่าจะเป็นบทวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค บทวิเคราะห์อุตสาหกรรม บทวิเคราะห์หุ้นรายตัว การวิเคราะห์เชิงปริมาณ เชิงเทคนิค หรือเชิงกลยุทธ์
- ให้บทวิเคราะห์หรืออัปเดตข่าวได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์
- ให้บทวิเคราะห์ที่แม่นยำ เชื่อถือได้ ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน
- ให้เครื่องมือสนับสนุนด้านข้อมูลที่ตอบโจทย์ เช่น ให้บริการสนับสนุนข้อมูลการวิเคราะห์งบ ข้อมูลเชิงปริมาณ จากฐานข้อมูลของโบรกเกอร์เอง หรือแม้แต่ให้บริการด้วยแอปอื่นๆ เช่น eFin/ Stock Radars/ Aspen/ TradingView
3. ฝ่ายบริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าคุณจะเทรดกับผู้แนะนำการลงทุนหรือเทรดด้วยตัวเองผ่านอินเตอร์เน็ตต่างก็ต้องการการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ เพราะปัญหาต่างๆ ทั้งจากขั้นตอนดำเนินงานของโบรกเกอร์เอง หรือปัญหาอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ คุณจึงควรเลือกโบรกเกอร์ที่
- มีช่องทางติดต่อตอบโจทย์ความสะดวกของคุณ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัทพ์ ไลน์ เว็บแชต หรือแม้แต่อีเมล
- ติดต่อได้สะดวกรวดเร็ว ทันต่อความต้องการ
- ให้ข้อมูลได้ถูกต้อง ครบถ้วน แก้ปัญหา หรือตอบคำถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสามารถลองติดต่อโบรกเกอร์ที่เลือกไว้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการให้บริการได้ก่อนเริ่มเปิดบัญชีหุ้นกับโบรกเกอร์นั้นจริงๆ
4. ฝากถอนเงินสะดวก
การฝากถอนเงินที่ทำได้รวดเร็วช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องรอนาน สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อซื้อขายและถอนเงินได้ตามใจ โบรกเกอร์หุ้นทั้งหมดในไทยจะให้บริการฝากถอนเงินในวันทำการ และควรเลือกโบรกเกอร์ที่ตอบโจทย์ช่องทางและวิธีฝากถอนที่คุณสะดวก
- บัญชีธนาคารที่รองรับ ตรวจสอบบัญชีธนาคารที่โบรกเกอร์รองรับว่าใช้กับบัญชีธนาคารที่คุณมีอยู่เดิมหรือเปล่า
- วิธีฝากเงินที่รองรับ โบรกเกอร์หุ้นไทยมีวิธีฝากเงินหลายแบบ ควรเลือกวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว เช่น
- ATS เป็นการทำเรื่องหักเงินจากบัญชีเงินฝากแบบอัตโนมัติ ได้เงินเข้าบัญชีทันที แต่บัญชีเทรดหุ้นต้องสมัครบริการนี้ไว้อยู่แล้ว
- Bill Payment เป็นวิธีโอนเงินโดยแจ้งยอดเงินและเลขที่บัญชีเทรดหุ้นไปพร้อมกัน ทำให้ได้เงินเข้าบัญชีได้เลยทันที
- โอนเข้าบัญชีโบรกเกอร์โดยตรง วิธีนี้เป็นการโอนเงินเข้าบัญชีโบรกเกอร์ และต้องแจ้งโอนเงิน ซึ่งมักจะใช้เวลา 10 – 30 นาทีกว่าจะได้เงินเข้าบัญชี
- วิธีถอนเงินที่รองรับ การถอนเงินจากบัญชีหุ้นมักจำกัดการถอนให้เข้าได้เฉพาะกับบัญชีที่ผูกไว้เพื่อความปลอดภัยของเงินทุนของลูกค้า การถอนเงินไปบัญชีอื่นอาจทำได้แต่มีขั้นตอนเพิ่มเติม

Figure 1คุณสมบัติที่โบรกเกอร์หุ้นต้องมีคือ ความน่าเชื่อถือ บทวิเคราะห์ที่แม่นยำ ฝ่ายบริการที่มีประสิทธิภาพ และการฝากถอนเงินที่สะดวกรวดเร็ว
คุณสมบัติที่ปรับแต่งได้
ส่วนนี้เป็นคุณสมบัติของโบรกเกอร์ที่ปรับแต่งได้ และนักลงทุนแต่ละคนอาจเลือกให้แตกต่างกันได้ตามสไตล์และเป้าหมายการลงทุนเฉพาะบุคคล
5. เครื่องมือเทรดตอบโจทย์เป้าหมายและสไตล์การลงทุน
แพลตฟอร์มเทรดอาจเป็นแค่ตัวกลางส่งคำสั่งซื้อขายของนักลงทุน แต่อาจเป็นตัวชี้วัดการทำกำไรของของเทรดเดอร์ได้เลย ดังนั้นคุณควรเลือกโบรกเกอร์ที่ให้เครื่องมือเทรดที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว
- ถ้าคุณเป็นนักลงทุน คุณอาจต้องการแพลตฟอร์มเทรดที่ส่งคำสั่งซื้อขายได้ง่าย เช็กข้อมูลการซื้อขายได้สะดวกทุกที่ และมีฟีเจอร์ติดตามพอร์ตการลงทุนได้ละเอียดชัดเจน ซึ่ง Straming ก็ตอบโจทย์นี้ได้ดี
- ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ คุณอาจต้องการแพลตฟอร์มเทรดที่ส่งคำสั่งได้รวดเร็ว มีฟีเจอร์การวิเคราะห์ข้อมูล/กราฟ เพื่อสนับสนุนการเทรด รวมทั้งฟีเจอร์การส่งคำสั่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรด เช่น Stop Order/ Trailing Stop ซึ่ง MT4/MT5 เป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์นี้ได้ดี
- ถ้าคุณเป็น Automated Trader คุณอาจต้องการแพลตฟอร์มที่รองรับการเขียนโค้ดและให้ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย เช่น TradingView หรือ MT4/MT5
ตรวจสอบโบรกเกอร์หุ้นที่คุณต้องการใช้งานว่าสนับสนุนแพลตฟอร์มเทรดที่คุณต้องการหรือไม่ก่อนตัดสินใจเปิดบัญชี
6. ความถูกแพงของค่าธรรมเนียม
ความถูกแพงของค่าธรรมเนียมมักมาพร้อมกับคุณภาพของโบรกเกอร์ โบรกเกอร์ที่ให้บริการดี แพลตฟอร์มครบๆ บทวิเคราะห์แบบจัดเต็มมักคิดค่าธรรมเนียมแบบมาตรฐาน (ที่แพงโดยเปรียบเทียบ) ขณะที่โบรกเกอร์ขนาดเล็ก หรือเน้นให้บริการเทรดเดอร์ มักให้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า ดังนั้นคุณอาจเลือกโบรกเกอร์หุ้นจาก
- ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์เน้นเล่นสั้นเทรดบ่อย โบรกเกอร์ที่ให้ค่าธรรมเนียมต่ำขณะที่ให้แพลตฟอร์มเทรดแบบครบๆ จะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลต่อกำไรที่คุณจะได้โดยตรง
- ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเน้นซื้อถือ คุณอาจเน้นโบรกเกอร์ที่ให้บริการและบทวิเคราะห์มากกว่าความถูกของค่าธรรมเนียม เพราะต้นทุนการซื้อขายจะไม่มีผลกับการเทรดของคุณมากเท่ากับเทรดเดอร์ที่จำเป็นต้องซื้อขายบ่อยครั้ง
7. มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมสินค้าที่ต้องการเทรด
ปัจจุบันโบรกเกอร์หุ้นไทยไม่ได้มีให้เทรดเฉพาะหุ้นไทยเท่านั้น แต่ยังเทรดอนุพันธ์ หุ้นต่างประเทศ กองทุน ฯลฯ ได้ด้วย หากคุณต้องการเทรดสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจากหุ้นไทยก็ควรเลือกโบรกเกอร์ที่ครอบคลุมสินค้าที่ต้องการเทรดไปพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น
- หุ้นในประเทศ ครอบคลุมหุ้นใน SET และ mai รวมกว่า 1,000 บริษัท
- อนุพันธ์ ครอบคลุมการเทรดอนุพันธ์ใน TFEX ด้วยสินค้ากว่า 14 ชนิด รวม ดัชนี หุ้นรายตัว โลหะมีค่า สินค้าเกษตร ค่าเงิน ดอกเบี้ย
- หุ้นต่างประเทศ ตรวจสอบโบรกเกอร์ที่คุณต้องการว่าครอบคลุมตลาดที่อยากเทรดหรือเปล่า เช่น หุ้นในตลาดหุ้นอเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน ฯลฯ
- กองทุน ตรวจสอบโบรกเกอร์ที่คุณต้องการว่าครอบคลุมกองทุนทั้งไทยและต่างประเทศตามที่คุณต้องการหรือเปล่า เช่น กองทุนจากบลจ.บัวหลวง บลจ.ยูโอบี JP.Morgan BlackRock ฯลฯ
8. บริการเสริมอื่นๆ
การเทรดหรือการลงทุนในหุ้นไม่ใช่เพียงแค่การส่งคำสั่งซื้อขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไลฟ์สไตล์ และการพัฒนาความรู้ของลูกค้าด้วย คุณจึงควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีบริการเสริมอื่นๆ ที่ตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนและไลฟ์สไตล์ของคุณ เช่น
- ถ้าคุณเป็นนักลงทุน ควรมองหาโบรกเกอร์ที่มีมุมให้ความรู้ มีการชวนผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมาพูดคุย มีสัมมนาอัปเดตเทรนการลงทุน สัมมนาอัปเดตบริษัทที่น่าสนใจ
- ถ้าคุณเป็นเทรดเดอร์ ควรมองหาโบรกเกอร์หุ้นที่มีโปรโมชั่นสะสมคะแนนจากค่าคอมมิชชั่น มีโปรแกรมแข่งขันเทรด และมีมุมความรู้สำหรับพัฒนาการเทรดสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะ
- ถ้าคุณเป็น Automated Trader ควรมองหาโบรกเกอร์ที่มีสัมมนาแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เน้นนวัตกรรมในการเทรดเพื่ออัปเดตกลยุทธ์การเทรดของตัวเอง

Figure 2คุณสมบัติของโบรกเกอร์หุ้นที่ปรับแต่งได้ตามสไตล์คือ แพลตฟอร์มเทรด ค่าธรรมเนียม ความหลากหลายของสินค้า และบริการเสริมอื่นๆ
ประเภทบัญชีที่โบรกเกอร์มีให้ใช้
นอกจากคุณสมบัติต่างๆ ที่คุณควรมองหาในโบรกเกอร์หุ้นที่จะตัดสินใจใช้งาน คุณควรคำนึงถึงประเภทบัญชีที่โบรกเกอร์อนุญาตให้เปิดใช้งานด้วย เพราะส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับการบริหารเงินของคุณ และอาจรวมถึงค่าปรับและดอกเบี้ยที่อาจต้องจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งบัญชีที่โบรกเกอร์ต่างๆ อนุญาตให้ใช้ได้มีดังนี้
Cash Balance
เป็นบัญชีที่ต้องวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนเริ่มซื้อขาย ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อหุ้น PTT ราคา 30 บาท จำนวน 10,000 หุ้น คุณต้องโอนเงินเข้ามาในบัญชีจำนวน 300,000 บาท (+ ค่าธรรมเนียมซื้อขาย) ก่อน ถึงจะส่งคำสั่ง Buy เพื่อวางคำสั่งซื้อได้ และคุณจะไม่สามารถส่งคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าเกิน 300,000 บาทได้
บัญชีนี้อาจดูว่ามีข้อจำกัดที่ซื้อขายได้เท่ากับเงินที่โอนเข้าบัญชีเท่านั้น แต่ให้ความสะดวกในแง่การบริหารเงินในบัญชีและไม่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระค่าซื้อขายหุ้นอย่างแน่นอน (เพราะมีการโอนค่าซื้อขายไปไว้ในบัญชีก่อนแล้ว)
บัญชีที่เปิดกับโบรกเกอร์หุ้นส่วนใหญ่เป็นประเภทนี้
Cash Account
เป็นบัญชีที่ใช้วงเงินในการซื้อขาย (ต้องมีหลักประกัน 20% ของวงเงินในพอร์ต) แล้วสรุปยอดหักลบในวันเพื่อจ่ายเฉพาะส่วนต่างในอีก T+2 วันทำการ ตัวอย่างเช่น คุณมีหุ้นในพอร์ตมูลค่า 100,000 บาท จะได้วงเงินซื้อขาย 500,000 บาท คุณสามารถส่งคำสั่งซื้อหุ้น PTT ราคา 30 บาท จำนวน 10,000 หุ้นได้เลยโดยที่ไม่ต้องโอนเงินเพิ่ม
- ถ้าคุณถือสถานะนี้ข้ามวัน คุณจะมียอดชำระค่าหุ้น 300,000 บาท (+ ค่าธรรมเนียม) รอหักจากบัญชีที่ผูกไว้กับบัญชีหุ้นในวันที่ T+2
- ถ้าคุณขายหุ้นจำนวนนี้ออกไปด้วยราคา 31 บาท เท่ากับสิ้นวันคุณมีกำไร 10,000 บาท (- ค่าธรรมเนียม) รอเข้าบัญชีในวันที่ T+2
- ถ้าคุณขายหุ้นจำนวนนี้ออกไปด้วยราคา 29 บาท เท่ากับสิ้นวันคุณขาดทุน 10,000 บาท (+ ค่าธรรมเนียม) รอหักจากบัญชีในวันที่ T+2
การเปิดบัญชี Cash Account มักมีขั้นตอนเพิ่มเติม ด้วยการใช้เอกสารขอหักบัญชีอัตโนมัติ (ATS) และเอกสารขอวงเงินเพิ่มเติม บัญชีนี้เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ชอบการเทรดในวัน แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องบริหารจัดการการรับจ่ายเงินในบัญชีธนาคารให้เพียงพอกับการหักเงินในวันที่ T+2
Credit Balance (บัญชีมาร์จิ้น)
บัญชีนี้เป็นบัญชีเงินกู้ที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดให้ลูกค้าทั่วไปใช้ บัญชีนี้มีลักษณะที่ลูกค้าต้องโอนเงินเข้าบัญชีส่วนหนึ่ง เมื่อส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นจะมีการหักวงเงินซื้อขายไปบางส่วนตามสัดส่วนเงินกู้ที่บริษัทให้ ตัวอย่างเช่น สมมติว่าโบรกเกอร์ให้มาร์จิ้นหุ้น PTT 50:50 คือลูกค้าวางเงินครึ่งหนึ่งและกู้เงินโบรกเกอร์ได้อีกครึ่งหนึ่ง การซื้อหุ้น PTT ราคา 30 บาท จำนวน 10,000 หุ้น ลูกค้าจะถูกหักเงินค่าซื้อเฉพาะ 150,000 บาท (+ ค่าธรรมเนียม) และถือหุ้นนี้ข้ามวันได้ แต่จะมีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้อีกครึ่งหนึ่งตามจำนวนวันที่ถือสถานะด้วย
โดยสรุปแล้วก่อนเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่คุณหมายตา คุณควรศึกษาเงื่อนไขบัญชีที่โบรกเกอร์อนุญาตให้ใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงจากวิธีชำระราคาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ ที่อาจคิดเพิ่มในบัญชีประเภทต่างๆ ได้

Figure 3บัญชีซื้อขายหุ้นที่มีให้ใช้ ได้แก่ บัญชี Cash Balance, Cash Account และ Credit Balance
เลือกโบรกเกอร์หุ้นให้ปัง! ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่ต้องใช่สำหรับคุณ
การเลือกโบรกเกอร์หุ้นไม่ใช่แค่หาแพลตฟอร์มซื้อขายหรือเลือกตามคนอื่น เพราะนี่คือ “พาร์ทเนอร์” ด้านการลงทุน ที่จะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ! บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกปัจจัยที่คุณต้องมองหา ตั้งแต่ความน่าเชื่อถือ ค่าธรรมเนียม บริการซัพพอร์ต ไปจนถึงฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์สไตล์การลงทุนของคุณ เมื่อเจอ “ตัวเลือกที่ใช่” แล้ว อย่าลังเล! เพราะนี่คือก้าวแรกสู่ความสำเร็จในการเทรดหุ้นของคุณ!
อ้างอิง
- The Complete Guide to Choosing an Online Stock Broker, https://www.investopedia.com/investing/complete-guide-choosing-online-stock-broker/
- Tips for choosing stock broker for beginners, https://www.angelone.in/knowledge-center/share-market/choosing-the-stock-broker-for-beginners
- Five Factors to Consider When Choosing an Equity Broker, https://www.mstock.com/articles/five-factors-to-consider-when-choosing-an-equity-broker

